ประวัติความเป็นมา ฉก.นย.411 (กระบี่)

        ในปี พ.ศ.2531 นาย มังกร กองสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้หารือกับข้าราชการและประชาชน เพื่อจัดหาสถานที่
ก่อสร้างเรือนรับรองที่ประทับถวาย ฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานพิจารณา ตำบลหนองทะเล  
        ในปี พ.ศ.2531 กองทัพเรือ มีแนวความคิดที่จะสร้างฐานทัพเรือทางฝั่งทะเลอันดามันเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนกำลังทางเรือ
ของกองทัพเรือซึ่งปฏิบัติการทางด้านทะเลอันดามัน ทั้งในยามปกติและยามสงคราม จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าบริเวณแหลม
หางนาคและบริเวณใกล้เคียงในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  ป่าอ่าวนาง ป่าหางนาค และพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา
หมู่เกาะพีพี อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ มีทำเลที่เหมาะสมเหมาะจะสร้างฐานทัพเรือ
       วันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน (พล.ต.ท.สมควร หริกุล) ขอทราบความเห็น
ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่และอีก 5 จังหวัด ที่อยู่ริมฝั่งชายทะเลตะวันตก  เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการก่อสร้างเรือนรับรอง
ที่ประทับถวาย
       วันที่ 8 ธันวาคม 2535 ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ (นาย วีระ รอดเรือง) ได้จัดหาที่ดินที่หมาะสมไว้แล้วและข้าราชการ พ่อค้า  ประชาชนมีความเห็นพ้องและแจ้งประชามติว่า จังหวัดกระบี่ เหมาะสมที่จะจัดสร้างเรือนรับรองที่ประทับถวาย ฯ ในบริเวณ
แหลมหางนาค   โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่  ได้ทำหนังสือถึงราชเลขาธิการ เพื่อขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูล ฯ
       วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2536 รองปลัดกระทรวบมหาดไทย (นาย ชัยวัฒน์ หุตะเจริญ)  และนาย นิพนธ์ บุญญภัทโร
ได้นำคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และกองทัพเรือ  ได้เดินทางไปสำรวจสภาพพื้นที่บริเวณ
สันเนินหางนาค  บ้านอ่าวเสี้ยว หมู่ที่ 2 ตำบลหนองทะเล อำเภอ  เมือง จังหวัดกระบี่  เพื่อพิจารณาก่อสร้างเรือนรับรองที่ประทับ
คณะสำรวจสถานที่ได้ประชุมกันหลังจากดูสถานที่ของจังหวัดกระบี่  พังงา  และภูเก็ต  ณ  กภ.๓ กร. มีความเห็นว่าสถานที่
ของจังหวัดกระบี่  เหมาะสมที่จะทำการก่อสร้างเรือนรับรองที่ประทับฝั่งทะเลอันดามัน  
       วันที่ 26 มิถุนายน 2536 คณะสำรวจจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นำโดย ม.ล.อนุพร เกษมสันต์ ,
ม.ล.ท้าวเทวา เทวกุล และคณะกองทัพเรือ เดินทางมาสำรวจสภาพพื้นที่บริเวณ แหลมหางนาค  ร่วมกับจังหวัดกระบี่ และได้
มอบหมายให้ทหารเรือเข้ามาทำการทำระดับ บริเวณที่จะ ก่อสร้าง
      วันที่ 7 ตุลาคม 2536 คณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และ กองทัพเรือ ได้มาสำรวจสภาพพื้นที่
ี่บริเวณสถานที่ก่อสร้างเรือนรับรองที่ประทับเพื่อเตรียมการออกแบบก่อสร้าง และในพระราชวโรกาสอันควร  สมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถจะเสด็จเป็นการส่วนพระองค์  เพื่อทอดพระเนตรสภาพภูมิประเทศและเยี่ยมราษฎร ณ บริเวณดังกล่าว
      เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2537 คณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  กองทัพเรือและเจ้าหน้าที่กรมโยธาธิการ
(นาย มธี หงส์น้อย และ นาย ปฐม เฉลยวงเรศ) ได้เดินทางมา  สำรวจสถานที่โดยขอมอบหมายให้กรมโยธาธิการ รับผิดชอบ
เกี่ยวกับการเจาะสำรวจที่ดิน เพื่อใช้  ก่อสร้างรากฐานอาคาร   และงานถนนเข้าเรือนรับรองที่ประทับมอบให้กรมทางหลวง ฯ
      เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2537 สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จทอดพระเนตรสถานที่ก่อสร้างเรือนรับรอง
ที่ประทับแหลมหางนาค เป็นการส่วนพระองค์ แล้วทรงมีพระราชเสาวนีย์ว่า  พระองค์ทรงโปรดและพอพระทัยที่แหลมหางนาค
โดยเฉพาะบริเวณที่พระองค์ทรงประทับนั่งและทรงมีพระราชเสาวนีย์ต่อไปอีกว่า ควรจะมีหรือกันพื้นที่ไว้สำหรับก่อสร้างเรือนรับรอง
พระราชอาคันตุกะหรือผู้นำประเทศซึ่งมาเยือนประเทศไทย
      เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2537 ได้มีการประชุมคณะกรรมการเตรียมการเพื่อก่อสร้างเรือนรับรองที่ประทับ ซึ่งมี นาย จิรายุ อิศรางกูร
ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นประธานและผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้เข้าร่วมประชุมด้วย
      เริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคและก่อสร้างเรือนรับรองที่ประทับ ตั้งแต่บัดนั้น และสำนักงานทรัพย์สิน
ส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เชิญ ผบ.ทร. มาตรวจรับมอบเรือนรับรองที่ประทับ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 ลักษณะเป็นอาคารโครงสร้าง
เหล็กสูง 4 ชั้น เป็นแบบสถาปัตย์ศรีวิชัยประยุกต์ ขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 80 เมตร
      ในปี พ.ศ.2540 กองทัพเรือ ได้เริ่มก่อสร้างอาคาร ซึ่งในระยะแรกได้จัดกำลังเฉพาะกิจจาก หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน
และรักษาฝั่งเข้าดูแลพื้นที่ในระหว่างการก่อสร้าง ต่อมาในปี 2541


     กองทัพเรือ ได้เปลี่ยนแปลงที่ตั้งหน่วยกำลังรบ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันใหม่  เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการใช้กำลัง
โดยกำหนดให้พื้นที่บริเวณแหลมหางนาค เป็นที่ตั้งของหน่วยนาวิกโยธิน ระดับกองพันทหารราบ ในระยะแรกได้จัดกำลัง เป็น
หน่วยเฉพาะกิจ มีขนาด 1 กองร้อย เพิ่มเติมกำลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ ภายใต้ชื่อ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน 411

 
       
     
   

พื้นที่ปฏิบัติการ